การบริหารความเสี่ยงองค์กร

การบริหารจัดการความเสี่ยงภายในองค์กร

ในปัจจุบัน บริษัทฯ มีแผนการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ครอบคลุม สอดคล้องกับแนวทางการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) โดยอ้างอิงกรอบแนวคิด COSO-ERM ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างความรับผิดชอบอย่างทั่วถึงและเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วทั้งองค์กร ส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนภายใต้สภาวการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การปลูกฝังเป็นวัฒนธรรมผ่านการสื่อสารภายใน หรือการประชุมในวาระต่าง ๆ นอกจากจะสร้างความตระหนักให้ผู้บริหาร พนักงาน รวมไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว ยังช่วยส่งเสริมให้ทุกคนในองค์กรได้มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ ประเมินความเสี่ยง ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมติดตามตรวจสอบ และทบทวนการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอมีการจัดการอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและมีมาตรฐานเดียวกัน

กรอบการดำเนินงาน

  1. จัดทำรายงานความเสี่ยงให้สอดรับกับกระบวนการบริหารจัดการที่ครอบคลุม
  2. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการให้ทุกคนมีส่วนร่วม และจัดตั้งคณะทำงานให้เหมาะสม
  3. จัดการความเสี่ยงด้วยการจำลองสถานการณ์จริง ในความถี่ที่เหมาะสม
  4. สอบทานการบริหารความเสี่ยง ให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์และเป้าหมายขององค์กร
  5. ติดตามประเมินผลการดำเนินการ ให้เป็นไปตามแผน
  6. รายงานผลการดำเนินการในทุกระดับ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
  7. บูรณาการหลักเกณฑ์ด้านความเสี่ยงเข้ากับการพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการ
  8. จัดให้มีการทบทวนคู่มือและนโยบายความเสี่ยง อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

โครงสร้างการบริหารความเสี่ยง

บริษัทฯ มีโครงสร้างการบริหารจัดการความเสี่ยงให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล กำหนดบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงตลอดจนคณะกรรมการต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้อง ปัจจุบันมีการรายงานต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงแบบควบคู่ (Dual Reporting) เป็นอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

นอกจากนี้ ยังจัดให้มีฝ่ายตรวจสอบภายใน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอิสระ และผู้บริหาร จัดตั้งฝ่ายกำกับและดูแลข้อบังคับ กฎระเบียบ และกฎหมาย (Compliance) เพื่อให้การบริหารจัดการความเสี่ยงมีความรัดกุมมากขึ้น ใช้แนวคิดในการบริหารความเสี่ยงที่สามารถกำกับดูแลบริษัทให้สำเร็จลุล่วงตามแผนกลยุทธ์ บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัทฯ จึงต้องมองในภาพรวมของการกำกับดูแลกิจการ การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ให้เป็นเรื่องเดียวกัน (Governance, Risk and Compliance, GRC) เพื่อก่อให้เกิดการขับเคลื่อนองค์กรด้านความยั่งยืนอย่างมีคุณค่าและส่งเสริมประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการปฏิบัติการ

โครงสร้างและบทบาทหน้าที่

คณะกรรมการบริษัทฯ

  • อนุมัตินโยบายและขอบเขตที่ยอมรับได้
  • กำกับดูแลและติดตามการบริหารความเสี่ยงให้นำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง

  • สอบทานรายงานการบริหารความเสี่ยง ให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้

คณะกรรมการตรวจสอบ

  • ดำเนินการสอบทานที่เป็นอิสระเพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการบริหารความเสี่ยงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เลขานุการคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง

  • นำเสนอนโยบาย แผนกลยุทธ์ และระบุความเสี่ยงที่สำคัญ
  • ประสานงานกับคณะกรรมการหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง
  • รายงานการบริหารความเสี่ยงต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

ผู้บริหารและพนักงาน

  • จัดการและรายงานความเสี่ยงให้ผู้บังคับบัญชาทราบในการปฏิบัติงานประจำวัน

คณะทำงาน

  • นำเสนอนโยบายและแผนกลยุทธ์ต่อกรรมการผู้จัดการ
  • นำนโยบายและแนวทางในการบริหารความเสี่ยงที่ได้รับการอนุมัติ ไปพัฒนาให้เกิดการปฏิบัติในหน่วยงานที่รับผิดชอบ
  • สนับสนุนให้เกิดวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในที่เหมาะสมในหน่วยงานที่รับผิดชอบ

หน่วยงานตรวจสอบภายใน

  • ดำเนินการสอบทานเพื่อให้มั่นใจว่าการควบคุมภายในได้นำไปปฏิบัติอย่างเหมาะสม อย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง
  • วางแผนงานการตรวจสอบตามความเสี่ยง
  • ประสานงานร่วมกับคณะทำงานเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยงที่อาจมีผลกระทบต่อบริษัท

วัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยง

  1. ผู้บริหารและพนักงานทุกระดับต้องบูรณาการการบริหารความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน การตัดสินใจ และการดำเนินงานประจำวัน
  2. ระบุ ประเมิน และจัดการความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อวัตถุประสงค์และกลยุทธ์ของบริษัทฯ ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
  3. ติดตาม ประเมินผล และทบทวนประสิทธิผลของการบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ
  4. มีส่วนร่วมในการพัฒนาและปรับปรุงระบบบริหารความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง
  5. ส่งเสริมความรู้ ความตระหนัก และการสื่อสารด้านความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร

กระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยง

กระบวนการในการบริหารความเสี่ยงเริ่มจากการระบุประเด็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น จากนั้นทำการประเมินความเสี่ยงโดยพิจารณาจากระดับผลกระทบและความถี่ ถัดไปคือการตอบสนองความเสี่ยง โดยทางเลือกในการตอบสนองความเสี่ยงมีอยู่ 4 ทางเลือกได้แก่ ยอมรับ ถ่ายโอน ลดและหลีกเลี่ยง จากนั้นคือการกำหนดกิจกรรมควบคุมเพื่อลดความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ สื่อสารให้บุคคลากรภายในองค์กรเข้าใจและนำไปปรับใช้ในการดำเนินงาน และสุดท้ายคือการติดตามและประเมิณผลเพื่อควบคุมการบริหารความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพตลอดจนสามารถนำมาพัฒนาปรับปรุงแผนการบริการความเสี่ยงให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

1. การระบุและวิเคราะห์ความเสี่ยง

เป็นขั้นตอนในการทำความเข้าใจสาเหตุของการเกิดความเสี่ยง ระบุเหตุการณ์หรือกระบวนการที่อาจส่งผลกระทบต่อการไม่บรรลุเป้าหมายขององค์กร ทั้งนี้ การพิจารณาความเสี่ยง ครอบคลุมปัจจัยภายในและภายนอก รวมถึงการดำเนินงานในทุกมิติของบริษัทฯ เพื่อให้สามารถระบุความเสี่ยงได้อย่างรอบด้านและสอดคล้องกับบริบททางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

2. การระบุและวิเคราะห์ความเสี่ยง

2.1 ระดับโอกาสในการเกิด หมายถึงความน่าจะเป็นที่จะเกิดเหตุการณ์ มีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด พิจารณาจาก

2.2 ระดับผลกระทบ หมายถึง ระดับความรุนแรงของผลกระทบจากเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยพิจารณาความรุนแรงว่าอยู่ในระดับเท่าใด ดังนี้

ค่าประเมินความเสี่ยง คำนวณจากผลคูณระหว่าง ระดับโอกาสในการเกิด กับ ระดับผลกระทบ โดยแบ่งระดับความเสี่ยงออกเป็น 4 ระดับ เพื่อช่วยในการบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. การตอบสนองความเสี่ยง

4. กิจกรรมควบคุมความเสี่ยง

กิจกรรมควบคุมความเสี่ยง กำหนดขึ้นเพื่อจัดการความเสี่ยงให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

แผนภูมิแท่งแสดงความสัมพันธ์ของความเสี่ยงและกิจกรรมควบคุม การเพิ่มกิจกรรมควบคุมความเสี่ยงสามารถช่วยลดระดับความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้

5. ข้อมูลและการสื่อสาร

ระบบสารสนเทศและการสื่อสารเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การบริหารความเสี่ยงมีประสิทธิภาพ ผู้บริหารสามารถใช้ถ่ายทอดนโยบายและติดตามผลการดำเนินงานได้ การมีระบบสารสนเทศที่ดีควรประกอบด้วย

  1. ควบคุมสิทธิ์ผู้ใช้งานตามความรับผิดชอบและประเภทงาน
  2. มีระบบสำรองข้อมูล ป้องกันปัญหาระบบล่มหรือเหตุสุดวิสัย
  3. มีระบบเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานเพื่อบริหารจัดการข้อมูลร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
  4. มีหน่วยงานสำรองพร้อมอุปกรณ์และระบบสำหรับปฏิบัติงานทันทีในกรณีฉุกเฉิน
  5. มีระบบจัดการสินทรัพย์ ใช้งานง่าย และสะดวกต่อการปฏิบัติงาน

6. การประเมินและติดตามผล

คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงจัดให้มีการประชุมติดตามผลการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อประเมินและปรับปรุงนโยบายให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกของบริษัทฯ และแก้ไขปัญหาความเสี่ยงสำคัญให้ลดลงสู่เกณฑ์ที่ยอมรับได้ รวมถึงทบทวนประเด็นความเสี่ยงให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบันเป็นประจำทุกปี

การดำเนินงานด้านความเสี่ยงของบริษัทฯ

เพื่อมุ่งสร้างการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมในองค์กร บริษัทฯ จึงทบทวนประเด็นความเสี่ยง โดยหารือกับคณะทำงานและคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้ ผลักดันให้แต่ละหน่วยงานมีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้วยตนเอง ตั้งแต่การระบุประเด็นความเสี่ยงไปจนถึงการติดตามและประเมินผล ตลอดจนสื่อสารผลการดำเนินงานการบริหารความเสี่ยงไปยังพนักงาน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการบริหารจัดการความเสี่ยงขององค์กร สร้างความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการความเสี่ยง รวมถึงสามารถปฏิบัติตามคู่มือความเสี่ยงของบริษัทฯ ได้อย่างถูกต้อง และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ในปี 2568 คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงได้มีการประชุมติดตามผล และหารือประเด็นเรื่องความเสี่ยง เป็นจำนวน 4 ครั้ง โดยมีวาระสำคัญของการประชุมโดยสรุป ดังนี้

  • พิจารณารับทราบความคืบหน้าในการควบคุมและแก้ไขปัญหาความเสี่ยง
  • พิจารณาและอนุมัติคู่มือการบริหารความเสี่ยง (ฉบับปรับปรุง)
  • พิจารณาและอนุมัติกฏบัตรคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง
  • พิจารณาและอนุมัติการจัดลำดับความเสี่ยงใหม่

แผนผังการประเมินระดับความเสี่ยง

  1. การขาดแคลนบุคลากร
  2. การทุจริตคอร์รัปชัน
  3. การแข่งขันและคู่แข่งรายใหม่
  4. การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศ
  5. การหันทุนจากสถาบันทางการเงิน
  6. สภาพคล่องทางการเงิน
  7. ความคุ้มค่าในการขายสาขา
  8. การเพิ่มขึ้นของหนี้เสีย
  9. ภัยธรรมชาติ
  10. กฎระเบียบจากหน่วยงานภายนอก
  11. การถูกคุกคามทางไซเบอร์และโจรกรรมข้อมูล
  12. มาตรปรับขึ้นของราคาสินค้าภายในประเทศ
  13. อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
  14. ความสามารถในการชำระหนี้ผู้กู้
  15. การให้บริการที่ไม่มีประสิทธิภาพ
  16. ภาษีครอบ (ความเสี่ยงอุบัติใหม่)
  17. การไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์กร (ความเสี่ยงอุบัติใหม่)

ตารางสรุปผลการดำเนิน การบริหารจัดการความเสี่ยงในปี 2568

ประเด็นความเสี่ยง ผลกระทบ ระดับ
ผลกระทบ
ระดับ
โอกาส
แผนการจัดการความเสี่ยง ผลการดำเนินงาน
ตัวชี้วัด (KRI) เป้าหมาย ผลลัพธ์

1. การขาดแคลนบุคลากร

ขาดบุคลากรที่เพียงพอต่อการเติบโตของบริษัทฯ

5

1

สร้างแรงจูงใจและส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีของพนักงาน

อัตราส่วนของพนักงานพ้นสภาพเทียบกับพนักงานเข้าใหม่

อัตราส่วน
ไม่เกินกว่า 1

0.54

2. การทุจริตคอร์รัปชัน

ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อบริษัทฯ

4

5

อบรมพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมให้แก่พนักงาน

จำนวนการเกิดเหตุการณ์ทุจริตคอร์รัปชัน(ครั้ง)

0 ครั้ง

0 ครั้ง

3. การแข่งขันและคู่แข่งรายใหม่

ผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

4

5

จัดทำแผนกลยุทธ์เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจ

สัดส่วนพอร์ตสินเชื่อในตลาดมากเป็นอันดับ 1

อันดับ 1

อันดับ 1

4. การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศ

ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น

5

3

จัดหาแหล่งเงินทุนสำรองอื่น ๆ และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรับ

อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยทั้งปี (%)

ไม่เกิน 4.7

4.53

5. การหาเงินทุนจากสถาบันทางการเงิน

ถูกระงับการใช้วงเงินสินเชื่อและไม่ได้รับการอนุมัติวงเงินสินเชื่อใหม่

5

3

ประเมินและติดตามอัตราส่วนทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ

อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio)(เท่า)

น้อยกว่า
4

3.48

6. สภาพคล่องทางการเงิน

ชะลอการปล่อยสินเชื่อและการขยายสาขา

5

1

จัดทำแผนจัดหาเงินทุนให้เหมาะสม

อัตราส่วนของกระแสเงินสดเข้าต่อออก

มากกว่า 1

1.84

7. ความคุ้มค่าในการขยายสาขา

ความไม่คุ้มค่าในการเปิดสาขากระทบผลการดำเนินงาน

4

5

ทบทวนและปรับแผนธุรกิจให้เหมาะสมแต่ละพื้นที่

ยอดลูกหนี้ต่อสาขา (ล้านบาท/สาขา)

ไม่ต่ำกว่า
19

21.13

8. การเพิ่มขึ้นของหนี้เสีย (NPL)

ผลกำไรสุทธิลดลง

4

5

ชะลอการปล่อยสินเชื่อในลูกค้ากลุ่มเสี่ยงสูง และขายหนี้เสียให้บริษัทอื่น

ยร้อยละของหนี้ผิดนัดชำระ/ยอดการปล่อยสินเชื่อรวม (%)

ไม่เกิน 2.8

2.53

9. ภัยธรรมชาติ

การดำเนินงานหยุดชะงัก

3

1

จัดเตรียมงบประมาณสำหรับรับมือกับผลกระทบ

จำนวนครั้งที่ป้ายเสียหายจากลมพายุและน้ำท่วม

ไม่เกิน 280
ครั้ง/ปี

359

10. กฎระเบียบจากหน่วยงานภายนอก

ผิดกฎหมาย และขาดความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน

5

1

ติดตามและทบทวนกฎระเบียบหรือข้อบังคับของหน่วยงานที่กำกับดูแลบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง

ร้อยละการปฏิบัติตามหน่วยงานกำกับดูแล (%)

100

100

11. การคุกคามทางไซเบอร์และโจรกรรมข้อมูล

ผิด พ.ร.บ ข้อมูลส่วนบุคคลและบริษัทฯ ขาดความน่าเชื่อถือ

5

1

นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในองค์กร

จำนวนครั้งการถูกโจมตี (ครั้ง)

0 %

0 %

12. การปรับขึ้นของราคาสินค้าภายในประเทศ

ต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทฯ เพิ่มขึ้น

4

1

กำหนดเพดานค่าใช้จ่ายและจัดหาคู่ค้าสำรอง

สัดส่วนราคาเฉลี่ยต่อหน่วยเทียบราคาหลักต่อหน่วยรวม (%)

เพิ่มขึ้นไม่
เกิน 4

ลดลง 1.37

13. อาชีวอนามัยและความปลอดภัยของพนักงาน

การดำเนินงานหยุดชะงักเนื่องจากการหยุดของพนักงาน

2

3

ส่งเสริมกิจกรรมเรื่องความปลอดภัย พร้อมจัดหาอุปกรณ์ความปลอดภัย เช่น หมวกนิรภัย

จำนวนอุบัติเหตุในเวลางาน(ราย)

0

74

14. ความสามารถในการชำระหุ้นกู้

ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อบริษัทฯ

3

1

ประเมินความสามารถในการชำระหุ้นกู้ของบริษัทฯ อย่างสม่ำเสมอ

จำนวนเหตุการณ์ผิดนัดชำระหุ้นกู้(ครั้ง/ปี)

0

0

15. การให้บริการที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ไม่สามารถรักษาฐานลูกค้าได้

1

5

อบรมและให้คำปรึกษาวิธีการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างถูกต้อง

ความพึงพอใจของลูกค้า (%)

มากกว่า
80

93.78

16. ภาษีคาร์บอน(ความเสี่ยงอุบัติใหม่)

ต้นทุนในการดำเนินงานเพิ่มสูงขึ้น

2

1

ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานขององค์กร

ค่าใช้จ่ายเนื่องจากภาษีคาร์บอน (บาท)

0

0

17. การไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์กร (ความเสี่ยงอุบัติใหม่)

สูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและขาดความน่าเชื่อถือ

2

2

ติดตามผลการดำเนินงานขององค์กรอย่างใกล้ชิด ริเริ่มโครงการด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ตันคาร์บอน-ไดออกไซด์ / ปี)

เพิ่มขึ้นไม่เกินร้อยละ 10 จากปีที่ผ่านมา

ลดลง11.07%

บทวิเคราะห์ความเสี่ยง

1. การขาดแคลนบุคลากร

ด้วยเป้าหมายการขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วประเทศ การสรรหาบุคลากรประจำการในสาขาให้เพียงพอต่อการเติบโตของธุรกิจนั้น จึงอาจกระทบการดำเนินงาน อีกทั้งกลุ่มธุรกิจไมโครไฟแนนซ์มีแนวโน้มการแข่งขันที่สูงขึ้น ทำให้การสรรหาพนักงานยิ่งยากขึ้น อีกทั้งยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาจูงใจพนักงานที่มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญให้คงอยู่กับองค์กร

บริษัทฯ จึงมีการวางแผนสรรหาบุคลากรให้เพียงพอรองรับการเติบโตของธุรกิจ กำหนดแผนการดำเนินงานพัฒนาศักยภาพของพนักงาน สร้างโอกาสและแรงจูงใจในการทำงาน ส่งเสริมความก้าวหน้าและความมั่นคงให้แก่พนักงาน รวมถึงให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสม ผ่านหลักสูตรพัฒนาทักษะและสนับสนุนการเรียนรู้แก่พนักงาน ที่มีหลักเกณฑ์การประเมินผลงานที่มีประสิทธิภาพ กำหนดตัวชี้วัดอัตราส่วนของพนักงานพ้นสภาพเทียบกับพนักงานเข้าใหม่ ไม่เกินกว่า 1 เท่า ซึ่งในปี 2568 บริษัทฯ พบว่าอยู่ที่ 0.54 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้

2. การทุจริตคอร์รัปชัน

การกำกับดูแลกิจการที่ดีเป็นกลไกสำคัญที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสีย บริษัทฯ ยึดมั่นในหลักจริยธรรม ความโปร่งใส และการดำเนินธุรกิจอย่างสุจริต โดยตระหนักถึงความเสี่ยงด้านการทุจริตที่อาจเกิดขึ้น จึงกำหนดมาตรการป้องกันอย่างเป็นระบบ ผ่านนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน นโยบายการรับของขวัญ และนโยบายการรับเรื่องร้องเรียน พร้อมทั้งจัดให้มีช่องทางการแจ้งเบาะแส และเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง

บริษัทฯ มีการทบทวนสาเหตุและกำหนดแนวทางป้องกันการทุจริตอย่างต่อเนื่อง ผ่านระบบควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพและการประเมินความเสี่ยงในทุกขั้นตอนการปฏิบัติงาน พร้อมกำหนดบทลงโทษทางวินัยอย่างเคร่งครัด และส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรด้านคุณธรรมและความซื่อสัตย์ผ่านการฝึกอบรมพนักงานอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ บริษัทฯ เข้าร่วมเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) และสนับสนุนให้คู่ค้าเข้าร่วมเครือข่าย เพื่อยกระดับความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยในปี 2568 ไม่พบกรณีทุจริตในองค์กร

3. การแข่งขันและคู่แข่งรายใหม่

การแข่งขันในธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่ทวีความรุนแรงจากผู้ประกอบการรายใหม่ ส่งผลให้บริษัทต้องเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ อัตราดอกเบี้ย และคุณภาพการให้บริการเพื่อยกระดับความพึงพอใจและความภักดีของลูกค้า ควบคู่กับการทบทวนกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมและรักษาความสามารถในการแข่งขัน

บริษัทฯ มุ่งขยายฐานลูกค้าผ่านการเพิ่มสาขาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง (Financial Inclusion) พร้อมทั้งติดตามและนำผลความพึงพอใจของลูกค้ามาพัฒนาการให้บริการอย่างสม่ำเสมอ โดยในปี 2568 บริษัทฯ ยังคงครองความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในธุรกิจสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ และมุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการไมโครไฟแนนซ์ในระดับสากล

4. การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศ

การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในประเทศอาจเพิ่มต้นทุนทางการเงินของบริษัท อย่างไรก็ตาม บริษัทคิดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงมีความยืดหยุ่นในการปรับให้สอดคล้องกับต้นทุนในอนาคต พร้อมทั้งกระจายแหล่งเงินทุนผ่านการออกหุ้นกู้และเงินกู้จากทั้งในและต่างประเทศ เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ทำการเซ็นสัญญาลงนามรับการสนับสนุนเงินทุนภายใต้ กรอบวงเงินกว่า 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ร่วมกับสถาบันการเงินระดับโลก 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศจีน (BOC) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank-ADB) และธนาคารซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น (SMBC)

5. การหาเงินทุนจากสถาบันการเงิน

เงินทุนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายธุรกิจสินเชื่อ โดยการพึ่งพาแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินใดแห่งหนึ่งมากเกินไป รวมถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายสินเชื่อในอุตสาหกรรม อาจส่งผลต่อความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสภาพคล่องของบริษัท บริษัทฯ จึงกระจายแหล่งเงินทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อลดต้นทุนทางการเงินและบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ผ่านเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย เช่น การออกหุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน และเงินกู้จากสถาบันการเงิน เพื่อให้มีโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมและรองรับการเติบโตได้อย่างมั่นคง พร้อมทั้งทบทวนแผนการจัดหาเงินทุนอย่างต่อเนื่อง

6. สภาพคล่องทางการเงิน

การบริหารสภาพคล่องทางการเงินเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการชำระหนี้และความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเจ้าหนี้ หากไม่สามารถแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสดหรือจัดหาแหล่งเงินทุนได้เพียงพอ อาจก่อให้เกิดปัญหาทางการเงินในระยะยาว บริษัทฯ จึงจัดทำแผนบริหารสภาพคล่องเพื่อให้มีกระแสเงินสดเพียงพอทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ ผ่านการประมาณการกระแสเงินสด การติดตามอัตราส่วนสภาพคล่อง และการวางแผนจัดหาเงินทุนอย่างเหมาะสม โดยในปี 2568 บริษัทฯ มีอัตราส่วนกระแสเงินสดรับต่อจ่ายอยู่ที่ 1.84 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด

7. ความคุ้มค่าในการขยายสาขา

การขยายสาขาเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของบริษัท แต่การเปิดสาขาใหม่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความคุ้มค่าการลงทุนและส่งผลต่อผลการดำเนินงานและความเชื่อมั่นของนักลงทุน บริษัทฯ จึงกำหนดกระบวนการวิเคราะห์และวางแผนการเปิดสาขาอย่างรอบคอบ โดยพิจารณาศักยภาพของพื้นที่ ความหนาแน่นของประชากร กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ผลการดำเนินงานของสาขาใกล้เคียง และตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญ เช่น ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมทั้งปรับกลยุทธ์การหาลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของสาขา

บริษัทฯ กำหนดยอดลูกหนี้ต่อสาขาไม่ต่ำกว่า 19 ล้านบาท โดยในปี 2568 มียอดลูกหนี้ต่อสาขาอยู่ที่ 21.13 ล้านบาทต่อสาขา และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

8. การเพิ่มขึ้นของหนี้เสีย

หากลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ย่อมทำให้บริษัทฯ ขาดรายได้หลักจากดอกเบี้ย รวมถึงอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมด กระทบต่อความสามารถในการทำกำไร ตลอดจนการเติบโตของธุรกิจ เพื่อลดโอกาสในการเกิดหนี้เสีย บริษัทฯ จัดให้มีการติดตามการผลการดำเนินงานบริหารงานอยู่เป็นประจำ โดยนำมาตรฐาน MTC Model ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการหนี้อย่างมีระบบ รวมถึงดำเนินการขายหนี้ดังกล่าวให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ เพื่อถ่ายโอนความเสี่ยงในการจัดการหนี้ที่ไม่สามารถเรียกเก็บได้ ส่งผลให้ในปี 2568 อัตราส่วนของหนี้เสีย 2.53% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ คือ 2.8%

9. ภัยธรรมชาติ

ภัยพิบัติจากลมพายุและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ทรัพย์สินของบริษัทฯ โดยเฉพาะป้ายสาขาและป้ายประชาสัมพันธ์ ได้รับความเสียหาย ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนทดแทน รวมถึงอาจกระทบต่อภาพลักษณ์และความต่อเนื่องในการดำเนินงานของสาขาในปี 2568 บริษัทฯ ได้สื่อสารให้สาขาเฝ้าระวังและตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของป้ายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและพายุ พร้อมทั้งทบทวนแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยง

10. กฎระเบียบจากหน่วยงานภายนอก

ในฐานะเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อภายใต้หน่วยงานกำกับ บริษัทฯ ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและกฎระเบียบของหน่วยงานต่าง ๆ หากองค์กรไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติตามไม่ครบถ้วน อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ รวมถึงโทษปรับ จนไปนำไปสู่การถูกเพิกถอนใบอนุญาต ส่งผลเสียร้ายแรงต่อการดำเนินงานในอนาคต จึงต้องมีการทบทวนและติดตามข้อกฎหมายจากหน่วยงานภายนอกอย่างต่อเนื่อง นำมาปรับการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ รวมถึงจัดอบรมและทดสอบความรู้ ความเข้าใจแก่พนักงานทุกคน อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง รวมถึงจัดให้มีหน่วยงานกำกับดูแลด้านกฎหมาย มีหน้าที่รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการและคณะผู้บริหารอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทฯ ไม่มีข้อพิพาททางกฎหมายแต่ประการใด

11. คุกคามทางไซเบอร์และโจรกรรมข้อมูล

การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วทำให้ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความซับซ้อนมากขึ้น และอาจกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า ความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย บริษัทฯ จึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ กำหนดนโยบายและมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยอย่างเข้มงวด พร้อมยกระดับความรู้บุคลากรอย่างต่อเนื่อง และให้หน่วยงานภายนอกสอบทานระบบเป็นประจำทุกปี เพื่อให้การบริหารจัดการข้อมูลเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด โดยในปี 2568 บริษัทฯ ไม่พบเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยสารสนเทศและการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลตามเป้าหมาย

12. การปรับขึ้นของราคาสินค้าภายในประเทศ

การปรับขึ้นราคาสินค้าส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญและบริหารความเสี่ยงเพื่อควบคุมต้นทุนของกิจการให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยจัดทำงบประมาณประจำปี สำรวจราคาสินค้า วางแผนรับมือปัญหาสินค้าราคาขึ้นโดยใช้กลยุทธ์การจัดซื้อในปริมาณสูง (Bulk Buying) เพื่อคงคุณภาพและรักษาค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม รวมถึงจัดหาคู่ค้าสำรองในกรณีที่ราคาสินค้าสูงกว่าที่คาดไว้ โดยราคาเฉลี่ยต่อหน่วยเมื่อเทียบกับราคาหลักที่ยอมรับได้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 4% ในปี 2568 บริษัทฯ สามารถควบคุมราคาสินค้าเฉลี่ยลดลงไปถึง 1.37% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนด สร้างความได้เปรียบในต้นทุนการดำเนินงานขององค์กร

13. อาชีวอนามัยและความปลอดภัย

อันตรายอันเกิดจากเหตุสุดวิสัย นำมาซึ่งความสูญเสียต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของบุคลากร อาจทำให้การดำเนินงานหยุดชะงัก บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิภาพของพนักงาน กำหนดนโยบายด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน รวมถึงรณรงค์ส่งเสริมความปลอดภัยและอาชีวอนามัยผ่านช่องทางต่างๆ ภายในบริษัทฯ เพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานให้มากที่สุด ซึ่งในปี 2568 มีจำนวนอุบัติเหตุเกิดขึ้น 74 ราย

14. ความสามารถในการชำระหุ้นกู้

เนื่องจากบริษัทมีการจัดหาเงินทุนผ่านการออกหุ้นกู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ รองรับการขยายตัว รวมถึงการชำระคืนหุ้นกู้หรือตั๋วแลกเงิน การไม่สามารถชำระคืนหนี้หุ้นกู้ได้ทันเวลานั้น ย่อมส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของนักลงทุน จึงกำหนดให้มีการติดตามและประเมินความสามารถในการชำระหุ้นกู้อยู่สม่ำเสมอ โดยจะต้องไม่พบเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้ รวมไปถึงการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ชุดใหม่ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ในปี 2568 บริษัทฯ ไม่มีประวัติผิดชำระหนี้หุ้นกู้ ส่งผลให้ได้รับการจัดอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ A-(tha) โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ จาก Fitch Ratings

15. การให้บริการที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ลูกค้าถือเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญของบริษัท การให้บริการที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจในหลายมิติ ไม่เพียงแต่ทำให้เราไม่สามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมได้ แต่ยังสูญเสียโอกาสในการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่อีกด้วย ความสามารถในการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าและเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดที่มีการแข่งขันสูง บริษัทฯ จัดให้มีการอบรมและให้คำปรึกษาแก่พนักงานในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการภายใต้หลัก “บริการใกล้ชิด ดุจญาติมิตรที่รู้ใจ” นำคำแนะนำและข้อร้องเรียนจากลูกค้ามาปรับปรุงการดำเนินงานขององค์กร จัดการแก้ไขปัญหาและตอบสนองข้อร้องเรียนอย่างครบถ้วน รวมถึงได้กำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินคะแนนของสาขา (KPI) โดยตั้งเป้าหมายผลประเมินความพึงพอใจต้องไม่น้อยกว่า 80% พบว่าในปี 2568 บริษัทมีผลประเมินอยู่ที่ 93.78% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ อย่างไรก็ตามบริษัทฯยังคงมุ่งมั่นยกระดับการบริการในมาตรฐานสากลเพื่อสร้างความประทับใจสูงสุดให้เกิดขึ้นกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

16. ภาษีคาร์บอน (ความเสี่ยงอุบัติใหม่)

ในหลายประเทศเริ่มจัดเก็บภาษีคาร์บอน โดยไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งกรมสรรพสามิตเตรียมประกาศใช้มาตรการภาษีคาร์บอน หากมีการบังคับใช้ อาจส่งผลให้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของบริษัทฯเพิ่มสูงขึ้น บริษัทฯ จึงต้องเตรียมวางแผนรับมือ โดยจัดให้มีการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการใช้ทรัพยากรให้กับพนักงานทุกระดับ ผ่านช่องทางต่าง ๆ นอกจากนี้ยังได้เก็บรวบรวมข้อมูลการใช้ทรัพยากรเป็นประจำทุกเดือน เพื่อติดตามและวิเคราะห์การใช้ทรัพยากร เพื่อนำมากำหนดมาตรการให้มีความเหมาะสม โดยตั้งเป้าหมายปริมาณคาร์บอนฟุต พรินต์เพิ่มขึ้นไม่เกิน 10% จากปีที่ผ่านมา โดยในปี 2568 ลดลง 11.07%

17. การไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์กร (ความเสี่ยงอุบัติใหม่)

เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นวาระสำคัญระดับโลกและเป็นปัจจัยที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน องค์กรที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการประเมินด้านความยั่งยืน บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการติดตามผลการดำเนินงานด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างใกล้ชิด พร้อมกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและแผนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ โดยในปี 2568 ได้ดำเนินการตามแนวทางดังนี้

  • การยกระดับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับมาตรฐาน TCFD (Task Force on Climate - Related Financial Disclosure) พร้อมกำหนดเป้าหมายและกลยุทธ์ในการลดการปล่อยคาร์บอนฟรุตพรินต์ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
  • ต่อยอดโครงการพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวในการติดตั้งให้ครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ
  • ต่อยอดโครงการมาตรการบริหารการใช้พลังงานไฟฟ้าประจำสำนักงาน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าของสาขา