นวัตกรรมทางธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
การพัฒนานวัตกรรมทางธุรกิจ เป็นหนึ่งในพลังที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่การเติบโตและสร้างความสามารถในการแข่งขัน บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคม พัฒนาศักยภาพและการเติบโตของธุรกิจ โดยเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
กรอบการดำเนินงาน
- จัดตั้งหน่วยงานเพื่อพัฒนานวัตกรรมสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการ รับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อนำมาทบทวนและพัฒนานวัตกรรมใหม่
- ส่งเสริมการสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนให้พนักงานเกิดความคิดสร้างสรรค์
- ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมที่จะก่อให้เกิดมูลค่าต่อธุรกิจ เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม
1. ระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม
ภายใต้กรอบความร่วมมือกับ Credit Guarantee and Investment Facility (CGIF) ในปี 2568 บริษัทฯ ได้พัฒนา ระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (Environmental and Social Management System: ESMS) เพื่อบูรณาการประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเข้าสู่กระบวนการปล่อยสินเชื่ออย่างเป็นระบบ โดย ESMS ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการกำกับคุณภาพการให้สินเชื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและวัตถุประสงค์ด้านสังคมของบริษัทฯ
ESMS เป็นนวัตกรรมเชิงกระบวนการที่เพิ่มมิติการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพของลูกค้า ครอบคลุมการคัดกรอง การประเมินความเสี่ยง และการติดตามตามระดับความเสี่ยง โดยออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทของลูกค้ารายย่อย เพื่อสนับสนุนการพิจารณาสินเชื่ออย่างรอบคอบโดยไม่เพิ่มภาระเกินความจำเป็น
การนำ ESMS มาใช้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของการบริหารความเสี่ยง ยกระดับคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ และสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการส่งเสริมการประกอบอาชีพของลูกค้าอย่างเหมาะสม ลดโอกาสเกิดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ และเอื้อต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่ให้บริการ
ทั้งนี้ บริษัทฯ มุ่งพัฒนาและทบทวนระบบ ESMS อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเกิดขึ้นควบคู่กับความรับผิดชอบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และสะท้อนบทบาทของบริษัทฯ ในการขับเคลื่อนบริการทางการเงินที่สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน
2. บริการรับชำระค่าน้ำ ค่าไฟ
บริษัทฯ เริ่มให้บริการรับชำระค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2568 ผ่านสาขานำร่องจำนวน 500 แห่ง และมีแผนขยายการให้บริการให้ครอบคลุมกว่า 5,700 สาขาทั่วประเทศในช่วงต้นปี 2569 เพื่อเพิ่มความสะดวกในการชำระค่าใช้จ่ายประจำที่จำเป็นในชีวิตประจำวันของประชาชน
การขยายบริการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาบริการเสริมบนเครือข่ายสาขาที่มีอยู่ เพื่อให้สาขาสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและชุมชนได้มากขึ้นในเชิงการเข้าถึงและความสะดวก ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มทางเลือกในการชำระเงิน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประชาชนยังคงพึ่งพาการชำระผ่านจุดบริการใกล้บ้านมากกว่าช่องทางดิจิทัล
บริษัทฯ กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมในระดับที่เหมาะสมและต่ำกว่าช่องทางร้านสะดวกซื้อทั่วไป เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ใช้บริการ สนับสนุนการเข้าถึงบริการพื้นฐานอย่างเป็นธรรม และลดความเสี่ยงจากการค้างชำระที่อาจนำไปสู่การถูกระงับบริการสาธารณูปโภค ทั้งยังช่วยส่งเสริมวินัยทางการเงินของครัวเรือนผ่านการชำระค่าใช้จ่ายประจำได้อย่างสม่ำเสมอและเข้าถึงง่ายขึ้น
แม้ว่าบริการดังกล่าวเป็นบริการเสริมจากธุรกิจหลักด้านสินเชื่อ แต่การพัฒนาและขยายบริการอย่างเป็นขั้นตอนสะท้อนแนวทางของบริษัทฯ ในการต่อยอดศักยภาพเครือข่ายสาขาให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อการดำเนินงานและต่อชุมชนในระยะยาว
3. ต่อยอดแอปพลิเคชันเมืองไทย 4.0
บริษัทฯ ได้พัฒนาและต่อยอดแอปพลิเคชันเมืองไทย 4.0 เพื่อเพิ่มความสะดวกและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในการเข้าถึงบริการทางการเงินในชีวิตประจำวัน โดยมุ่งลดข้อจำกัดด้านเวลา ระยะทาง และขั้นตอนการทำรายการ ผ่านการเพิ่มฟังก์ชันที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถติดตามข้อมูลสำคัญและดำเนินการบางบริการได้ด้วยตนเองมากขึ้นบนช่องทางดิจิทัล
ลูกค้าสามารถใช้แอปพลิเคชันเมืองไทย 4.0 เพื่อเข้าถึงบริการและข้อมูลได้สะดวกยิ่งขึ้น ได้แก่
- ตรวจสอบข้อมูลสัญญาและยอดคงเหลือ
- ข้อเสนอพิเศษในการปรับสัญญาและสิทธิ์ขอสินเชื่อส่วนบุคคล
- ตรวจสอบประวัติการทำรายการและหลักฐานการชำระเงิน
- ชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น QR Code และช่องทางธนาคาร
- ติดตามผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ตลอดจนการดูข้อมูลของสาขาใกล้เคียง
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้เพิ่มฟังก์ชันสำคัญเพื่อเสริมการเข้าถึงบริการและการดูแลลูกค้า ได้แก่
- บริการซื้อประกันออนไลน์ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงความคุ้มครองขั้นพื้นฐาน
- ฟังก์ชันตรวจสุขภาพทางการเงิน ในรูปแบบแบบประเมินบนแอป เพื่อช่วยให้ลูกค้าทบทวนสถานะทางการเงิน
การพัฒนาเหล่านี้ ช่วยเพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการของลูกค้าให้สะดวกและต่อเนื่องยิ่งขึ้น พร้อมสนับสนุนการลดการใช้กระดาษจากกระบวนการทำรายการและการออกเอกสารบางส่วน ทั้งนี้ บริษัทฯ จะพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงิน
4. ผลิตภัณฑ์ “สินเชื่อโซลาร์เซลล์”
บริษัทฯ ได้ปล่อย “สินเชื่อโซลาร์เซลล์" ภายใต้ผลิตภัณฑ์หลักสินเชื่อ เพย์ เลเทอร์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในแรงขับเคลื่อนและสนับสนุนการเข้าถึงพลังงานสะอาดในระดับครัวเรือน และเกษตรกรรม รวมถึงเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว ด้วยวงเงินสูงถึง 40,000 บาท โดยลูกค้าสามารถเลือกผ่อนชำระได้ภายในระยะเวลาตั้งแต่ 6-60 เดือน
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ปล่อยยอดสินเชื่อเป็นจำนวนเงินกว่า 999,516 บาท ลดลง 49.52% จากปีก่อนหน้า ซึ่งช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 92 tonCo2e
5. บริการช่องทางชำระเงินออนไลน์และใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ (E-Receiept)
ปัจจุบันเทคโนโลยีส่งผลให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย บริษัทฯ ต้องปรับตัวให้ทันต่อการแข่งขัน จึงเพิ่มช่องทางในการชำระเงินทางออนไลน์ และจัดส่งใบเสร็จรับเงิน อิเล็กทรอนิกส์ ผ่านทาง SMS และ E-mail ของลูกค้า เพื่ออำนวยความสะดวก ลดการใช้กระดาษ และลดการเดินทางโดยไม่จำเป็น
ทั้งนี้ ได้กำหนดเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนการชำระเงินทางออนไลน์ ภายในปี 2569 มีสัดส่วนการชำระเงิน 25% ผลักดันให้ลูกค้าหันมาใช้บริการทางออนไลน์มากขึ้น ผ่านการให้คำแนะนำของพนักงานประจำสาขา และช่องทางการประชาสัมพันธ์ของบริษัท นำไปสู่การพัฒนาระบบแจ้งเตือนการทำธุรกรรม เพื่อให้ลูกค้าได้รับทราบข่าวสารความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น
6. จำหน่ายประกันอุบัติเหตุออนไลน์
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายที่ตอบโจทย์ลูกค้า รวบรวมความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากลูกค้าผ่านช่องทางต่างๆ นำมาทบทวน ปรับปรุงบริการ เพื่อมุ่งตอบสนองความต้องการของ ลูกค้าอย่างรอบด้าน
ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ เปิดให้บริการจำหน่ายประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลผ่านทางเว็บไซต์ โดยร่วมกับบริษัทประกันและฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ พัฒนาและออกแบบระบบเว็บไซต์ สำหรับจำหน่ายประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล เพื่อเพิ่มช่องทางอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถซื้อประกันอุบัติเหตุทางออนไลน์ ด้วยระบบชำระเงินที่ปลอดภัย คุ้มค่า และราคาประหยัด รวมทั้งมีการติดตามผลการดำเนินงาน
7. พัฒนาระบบบริการข้อมูลแก่ลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (Chat-bot)
บริษัทฯ ได้พัฒนาระบบการให้บริการลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น LINE และ Facebook เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความรวดเร็ว สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ คำถามที่พบบ่อย ให้คำแนะนำการใช้งานแอปพลิเคชัน รวมไปถึงข้อมูลเกี่ยวกับสาขาที่ใกล้เคียงฯ ได้อย่างสะดวก
ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ สะท้อนถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ สามารถให้บริการที่รวดเร็วและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมการดำเนินงานที่ยั่งยืนและคุ้มค่า สนับสนุนการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ โดยในปี 2568 พบว่า มีจำนวนผู้ใช้งาน Chat bot สอบถามข้อมูลทั้งสิ้น กว่า 588,273 บัญชี